กระดูกงอก...งานงอก

อัปเดตเมื่อ พ.ค. 27




“เคยเดินเหยียบก้อนหินเล็กๆบ้างมั๊ยครับ” หรือเวลาใส่รองเท้าแล้วไม่เช็คให้ดี ๆ มีกรวดก้อนเล็ก ๆ อยู่ใต้ส้นเท้า


จำความรู้สึกได้มั๊ยครับว่า จังหวะที่ลงน้ำหนักทั้งหมดลงไป ความรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง บางคนก็บอกว่า เจ็บจี๊ด บางคนถึงกับสะดุ้ง บางคนน้ำตาซึม หรือ บางคนถ้าเกิดเหยียบในจังหวะที่กำลังเดินอยู่ ข้อเท้าอาจจะเกือบพลิกกันเลยทีเดียว


ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นความรู้สึกของผู้ที่มีภาวะ Heel spur ครับ แต่ต่างกันตรงที่ ผู้ป่วยเหล่านี้จะรู้สึกเจ็บแบบมีหินตำในทุกๆก้าวเดินของเค้าเลยค่ะ แค่ฟังแล้วก็สยองแล้วนะคะ ถ้าเราจะมีหินเม็ดเล็กๆติดอยู่ที่ส้นเท้าเราตลอดไป


Heel spur เกิดขึ้นได้ยังไง


Heel spur หรือ กระดูกงอกที่บริเวณส้นเท้า (Spur=กระดูกงอก, Heel= ส้นเท้า) เป็นปุ่มกระดูกที่ “งอก” ขึ้นมาในตำแหน่งที่ร่างกายเราไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น องค์ประกอบของกระดูกงอก คือ แคลเซียม ซึ่งเป็นสารประกอบหลักที่มีหน้าที่สร้างความแข็งแรงกับให้กระดูก


โดยปกติเมื่อร่างกายเกิดการบาดเจ็บ เช่น กระดูกหัก ร่างกายจะเกิดกระบวนการซ่อมแซม โดยจัดการให้มีแคลเซียมมาสะสมในปริมาณที่เหมาะสม (ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป) ในบริเวณที่หัก จนกระทั่งกระดูกเชื่อมติดกันอย่างสมบูณณ์ ร่างกายจึงสั่งให้ หยุด กระบวนการสะสมของแคลเซียม ไม่เพียงแค่กระดูกเท่านั้น แม้กระทั่งเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ หรือ กระดูกอ่อน เมื่อเกิดการบาดเจ็บขึ้น ร่างกายก็เกิดกลไกการซ่อมแซมตามธรรมชาติ


หากร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดการบาดเจ็บขึ้นซ้ำ ๆ เกิดขึ้นเป็นประจำ อาจเกิดภาวะแคลเซียมมากองสะสมรวมกัน จนกระทั่งเกิดเป็นปุ่มกระดูกเล็กๆขึ้นมาในที่สุด ภาวะกระดูกงอกนี้ สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย (แม้จะไม่บ่อยนัก) แต่จุดที่เกิดการบาดเจ็บบ่อย ๆ เช่น ข้อศอก ข้อมือ ส้นเท้า ก็เป็นบริเวณที่พบกระดูกงอกได้ง่าย

 


อาการแสดงทางคลินิกการวินิจฉัยภาวะ Heel spur

เมื่อเกิด Heel spur ขึ้นผู้ป่วยมักรายงานว่า มีความรู้สึกเหมือนโดนหนามตำบริเวณส้นเท้าขณะเดิน อาการมักเป็นหนักที่สุดในเวลาเช้าหลังตื่นนอน หรือ เจ็บมากขึ้นเรื่อยๆหากเดินต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ผู้ป่วยมักมีประวัติเป็นโรครองช้ำ ในลักษณะ ON-OFF (เป็น ๆ หาย ๆ ) เป็นระยะเวลานาน


ผู้ให้การรักษาอาจคลำบริเวณส้นเท้าเจอปุ่มนูนเล็กๆ แข็งๆ ประกอบกับเป็นจุดที่ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดมากที่สุด และสุดท้ายสิ่งที่ยืนยันภาวะ Heel spur ได้ดีที่สุดคือ ผล X-ray เนื่องจากการ X-ray จะแสดงให้เห็นเนื้อเยื่อที่มีความหนาแน่นมากๆ (เช่น กระดูก) ได้อย่างชัดเจน


ผลกระทบของ Heel spur กับการใช้ชีวิต


ในระยะสั้น ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดในกลุ่มผู้มีภาวะกระดูกงอกบริเวณส้นเท้า คือ อาการเจ็บปวด โดยมาพร้อมกับการอักเสบ (ปวด บวม แดง ร้อน) ทำให้ขัดขวางการใช้ชีวิตประจำวันโดยปกติ ซึ่งหากปล่อยไว้นาน อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายส่วนอื่นๆได้ เช่น ข้อเท้าบวม ปวดเข่า ปวดสะโพก หรือปวดหลัง สาเหตุเนื่องมาจากการพยายามเลี่ยงการลงน้ำหนักในข้างที่มีกระดูกงอก แล้วไปลงน้ำหนักอีกข้างหนึ่งแทน


การรักษา Heel spur มีวิธีการใดได้บ้าง


1. การรักษาในระยะแรก มุ่งเน้นการลดอาการเจ็บปวดหรือการอักเสบ สามารถทานยาลดอักเสบ (กลุ่มNSAID) การใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดเช่น อัลตราซาวน์ เลเซอร์ เพื่อลดปวดและส่งเสริมกระบวนการซ่อมแซมร่างกาย หรือใช้ความร้อน/ความเย็น เพื่อช่วยบรรเทาอาการได้

2. การออกกำลังกาย ทั้งการยืดกล้าม เช่น เนื้อน่อง กล้ามเนื้อต้นขา กล้ามเนื้อขาหนีบ ร่วมกับการออกำลังกายเพื่อการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบฝ่าเท้า กล้ามเนื้อรอบข้อเท้า รวมถึงกล้ามเนื้อสะโพก (เป็นส่วนสำคัญสำหรับการวางตำแหน่งเท้าขณะลงน้ำหนัก)

3. การเลือกรองเท้าหรืออุปกรณ์ซัพพอร์ตที่ช่วยรองรับแรงกระแทกบริเวณอุ้งเท้า ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี ที่จะช่วยลดอาการเจ็บปวดขณะเดิน

4. การลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้แก่ ลดการวิ่งที่บริเวณพื้นแข็ง หรือ การลดน้ำหนัก




ดู 291 ครั้ง0 ความคิดเห็น